การสืบทรัพย์ และการบังคับคดี คือ กระบวนการทางกฎหมายในขั้นตอนสุดท้ายหลังจากที่เจ้าหนี้ฟ้องร้องจน “ชนะคดี” และศาลมีคำพิพากษาให้ลูกหนี้ชำระหนี้แล้ว แต่ลูกหนี้ยังเพิกเฉย ไม่ยอมจ่ายเงินคืนตามคำสั่งศาล เจ้าหนี้จึงต้องใช้มาตร
ความหมาย : คือการค้นหา ตรวจสอบ และสืบเสาะว่าลูกหนี้ตามคำพิพากษามีทรัพย์สิน เงินสด หรือสิทธิเรียกร้องใดๆ อยู่ที่ไหนบ้าง และเป็นชื่อของลูกหนี้จริงหรือไม่ เพื่อที่จะได้นำข้อมูลนี้ไปแจ้งให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดหรืออายัดต่อไป (หน้าที่การหาทรัพย์เป็นของ “เจ้าหนี้” ไม่ใช่หน้าที่ของศาลหรือตำรวจ)
ตัวอย่างทรัพย์สินที่ต้องสืบหา :
อสังหาริมทรัพย์ : บ้าน, ที่ดิน, คอนโดมิเนียม (ตรวจสอบที่กรมที่ดิน)
สังหาริมทรัพย์มีค่า : รถยนต์, รถจักรยานยนต์ (ตรวจสอบที่กรมการขนส่งทางบก)
เงินสดและบัญชี : เงินฝากในธนาคารต่างๆ, หุ้นในตลาดหลักทรัพย์
รายได้และสิทธิเรียกร้อง : เงินเดือน (กรณีทำงานบริษัทเอกชน), โบนัส, เงินปันผล, หรือบัญชีลูกหนี้การค้า
ตัวอย่างสถานการณ์ : นายจ๋าชนะคดีศาลสั่งให้นายบีชำระหนี้ 500,000 บาท แต่นายบีอ้างว่าไม่มีเงิน นายจ๋าจึงจ้างทนายความหรือบริษัทสืบทรัพย์ ไปตรวจสอบที่กรมที่ดินจนพบว่า นายบีมีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินว่างเปล่า 1 แปลงที่ต่างจังหวัด และตรวจสอบพบว่ามีบัญชีเงินฝากอยู่ที่ธนาคาร A
ความหมาย : คือการนำข้อมูลทรัพย์สินที่ได้จากการสืบทรัพย์ ยื่นคำขอต่อ “เจ้าพนักงานบังคับคดี” (กรมบังคับคดี) เพื่อให้ออกไปทำหน้าที่ ยึด (สำหรับทรัพย์สินชิ้นใหญ่ เช่น บ้าน ที่ดิน รถ) หรือ อายัด (สำหรับเงินสด เงินเดือน หรือบัญชีธนาคาร) แล้วนำทรัพย์นั้นมาขายทอดตลาด (ประมูลขาย) เพื่อเอาเงินมาชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้
ตัวอย่างการบังคับคดี :
การยึดทรัพย์ : เจ้าพนักงานบังคับคดีไปทำเรื่องยึดที่ดินของลูกหนี้ ติดป้ายประกาศยึด และนำที่ดินนั้นเปิดประมูลขายทอดตลาด นำเงินที่ได้มาจ่ายให้เจ้าหนี้
การอายัดเงินเดือน : ส่งหนังสือไปยังบริษัทที่ลูกหนี้ทำงานอยู่ เพื่อให้หักเงินเดือนของลูกหนี้ในส่วนที่เกิน 20,000 บาท (ตามที่กฎหมายกำหนด) ส่งให้กรมบังคับคดีทุกเดือนจนกว่าจะครบยอดหนี้
การอายัดบัญชีธนาคาร : ส่งหนังสือถึงธนาคารเพื่อล็อกเงินในบัญชีของลูกหนี้และโอนเงินก้อนนั้นมาใช้หนี้
© 2026 สนง.กฎหมาย และบัญชีการเงิน นันทยาพันธ์